Author: admin crosswalk

เลือก Influencer ยังไงให้ “ขายได้จริง” ไม่ใช่แค่ยอดวิวสูง

ในยุคที่ทุกแบรนด์กระโจนเข้าหา Influencer Marketing คำถามสำคัญที่เจ้าของธุรกิจต้องตอบให้ได้ไม่ใช่ “ควรจ้างใคร?” แต่คือ “เลือกอย่างไรให้คุ้มค่าเหนื่อยและสร้าง Conversion ได้จริง?” หลายแบรนด์มักติดกับดักความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า คนดัง = ยอดขาย แต่ในความเป็นจริง ผลลัพธ์ที่ได้อาจมีเพียงตัวเลขยอดวิวที่สวยหรู ทว่าตัวเลขในบัญชีกลับนิ่งสนิท   ปัญหาคลาสสิก : ทำไมแคมเปญ Influencer ถึง “แป้ก” ในเชิงยอดขาย? ก่อนจะไปดูวิธีเลือก เราต้องรู้ก่อนว่าความผิดพลาดส่วนใหญ่มักเกิดจาก 5 สาเหตุนี้ ยึดติดกับยอดฟอล (Vanity Metrics) เลือกคนตามเยอะไว้ก่อน แต่ลืมเช็กว่าผู้ติดตามเหล่านั้นคือกลุ่มเป้าหมายเราหรือไม่ คอนเทนต์สวยแต่รูป จูบไม่หอม ภาพลักษณ์ดูแพง แต่ไม่มี Call-to-Action (CTA) ที่กระตุ้นให้คนอยากควักเงินจ่าย Engagement ปลอม ยอดไลก์เยอะ แต่คอมเมนต์มีแต่สติกเกอร์ หรือคำชมที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวสินค้า ภาพจำไม่ชัด ใช้ Influencer หลากหลายแนวเกินไปจนผู้บริโภคสับสนว่าแบรนด์ต้องการสื่ออะไร Operation Nightmare เสียเวลาไปกับการดีลงาน ตามบรีฟ และตรวจงานจนไม่มีเวลาโฟกัสกลยุทธ์ภาพรวม   5 หลักคิด เลือก Influencer ให้ “ได้ผลจริง” (The Quality Framework) การเปลี่ยน “ค่าใช้จ่าย” ให้เป็น “การลงทุน” ต้องเริ่มจาก 5 เสาหลักนี้: Audience ต้อง “ใช่” มากกว่า “ใหญ่” ยอดติดตามหลักแสนอาจสู้หลักหมื่นที่ “ตรงกลุ่ม” ไม่ได้ สิ่งที่คุณต้องเจาะลึกคือ Demographics: เพศ อายุ และที่อยู่ของฐานแฟนคลับ Buying Power: พฤติกรรมการซื้อของแฟนคลับกลุ่มนั้นๆ Tip: บางครั้ง Micro หรือ Nano Influencer มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับผู้ติดตาม (Intimacy) สูงกว่าดาราใหญ่ ทำให้เกิดการซื้อตามได้ง่ายกว่า Content Style ต้อง “ขายของเป็น” (Convertible Content) Influencer ที่ดีต้องสวมหมวกนักขายในคราบนักเล่าเรื่องได้แนบเนียน มีการสร้าง Storytelling ที่เชื่อมโยง Pain Point ของลูกค้าเข้ากับสินค้า รีวิวแล้วดูจริงใจ (Authenticity) จนคนรู้สึกว่า “ต้องลอง” เปลี่ยนความสนใจ (Attention) ให้เป็น การตัดสินใจ (Decision) Engagement ต้อง “มีคุณภาพ” เลิกดูแค่จำนวนตัวเลข แต่ให้ดู “คุณภาพบทสนทนา” มีคนถามพิกัดสินค้าไหม? มีการแชร์ประสบการณ์การใช้จริงในคอมเมนต์หรือไม่? Influencer มีการโต้ตอบกับแฟนคลับเพื่อปิดการขายแทนแบรนด์หรือไม่? Brand Fit สำคัญกว่าความดัง Influencer คือกระบอกเสียงของแบรนด์ หากคุณขายสินค้าสายลีน แต่จ้างคนชอบรีวิวบุฟเฟต์มาพูด ต่อให้ดังแค่ไหน ความน่าเชื่อถือ (Credibility) ก็จะหายไปในทันที คิดเป็น “Customer Journey” ไม่ใช่โพสต์เดียวจบ อย่าหวังพึ่ง One-hit Wonder การตลาดที่ได้ผลต้องมีการวางแผนเป็นระบบ: Awareness: ใช้คนดังสร้างกระแส Consideration: ใช้ Micro-influencer ย้ำความน่าเชื่อถือ Conversion: ใช้ Ads ยิงย้ำคอนเทนต์ที่ Performance ดีเพื่อปิดยอด   ทางลัดของแบรนด์ยุคใหม่ One-Stop Influencer Marketing ความยุ่งยากที่สุดของการทำ Influencer Marketing คือการจัดการกับ “คน” และ “เวลา” แทนที่จะต้องปวดหัวกับการส่งบรีฟและตามงานเอง แบรนด์ยุคใหม่จึงเลือกใช้มืออาชีพอย่าง Crosswalk Agency ### ทำไมต้องให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแล? Selection with Data: เราไม่ได้เลือกจากความชอบ แต่เลือกจากข้อมูล (Data-driven) ว่าคนไหนที่ “ใช่” และ “ขายได้จริง” Strategy First: วาง Customer Journey ให้ครอบคลุมทุกช่องทาง ไม่ใช่แค่จ้างโพสต์แล้วจบไป Seamless Operation: คุมงานให้ตรงบรีฟread more

Direct Booking: กลยุทธ์เปลี่ยน “ยอดจอง” เป็น “กำไร” และแบรนด์ที่โรงแรมคุมเองได้

ในยุคที่ OTA (Online Travel Agency) เข้ามามีบทบาทสูง โรงแรมหลายแห่งอาจดีใจที่เห็นอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) พุ่งสูงขึ้น แต่เมื่อหักลบกลบหนี้แล้วกลับพบว่า “ยอดจองเพิ่มขึ้น…แต่กำไรกลับไม่เติบโตตาม” คำถามสำคัญที่ผู้ประกอบการโรงแรมยุคใหม่ต้องตอบให้ได้คือ คุณกำลังสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน หรือเป็นเพียงแค่ผู้เช่าพื้นที่ขายบนแพลตฟอร์มของคนอื่น? ปัญหาของการพึ่งพา OTA มากเกินไป: ความเสี่ยงที่โรงแรมมองข้าม แม้ OTA จะช่วยสร้าง Visibility (การมองเห็น) ได้รวดเร็ว แต่การฝากชีวิตไว้กับแพลตฟอร์มเดียวอาจนำมาซึ่งปัญหาเรื้อรอย ดังนี้: ค่าคอมมิชชั่นสูง: ต้องแบ่งรายได้ 15–25% ต่อทุกการจอง Data Gap: ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลลูกค้า (Customer Data) เพื่อนำไปทำการตลาดต่อได้ สงครามราคา: ถูกบีบให้เข้าร่วมแคมเปญลดราคาเพื่อแย่งชิงลำดับการมองเห็น Brand Awareness ต่ำ: ลูกค้าจดจำเพียงชื่อแอปที่ใช้จอง แต่จำชื่อโรงแรมไม่ได้ Direct Booking คืออะไร? ทำไมถึงเป็นทางรอดของโรงแรมยุคใหม่ Direct Booking คือ การที่ลูกค้าจองห้องพักผ่านช่องทางที่โรงแรมเป็นเจ้าของโดยตรง (Owned Media) เช่น เว็บไซต์โรงแรม, Facebook Page, LINE Official หรือระบบจองออนไลน์ (Booking Engine) ของแบรนด์เอง การเพิ่มสัดส่วนการจองตรง ไม่ได้เป็นเพียงการเลี่ยงค่าคอมมิชชั่น แต่คือการสร้าง “สินทรัพย์ดิจิทัล” ที่มั่นคงให้กับธุรกิจ 4 เหตุผลที่ Direct Booking คือ Game Changer ครอบครองข้อมูลลูกค้า (First-party Data): คุณจะได้ชื่อ เบอร์โทร และพฤติกรรมลูกค้า เพื่อนำไปทำ CRM หรือยิงโฆษณา Retargeting กลับไปหาลูกค้าเก่าได้อย่างแม่นยำ ลดต้นทุนการตลาดระยะยาว: เมื่อมีฐานข้อมูล (Database) ของตัวเอง คุณจะไม่ต้องเสียเงินประมูล Keyword แข่งกับ OTA ตลอดเวลา ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการหาลูกค้าใหม่ (CAC) สร้างประสบการณ์แบรนด์ (Brand Experience): คุณสามารถเล่าเรื่องราว (Storytelling) และมอบสิทธิพิเศษที่ OTA ให้ไม่ได้ เช่น การอัปเกรดห้องพัก หรือ Early Check-in เฉพาะลูกค้าที่จองตรง สร้าง Customer Loyalty: ลูกค้าที่จองผ่านเว็บไซต์โรงแรมมีโอกาสเป็น “ลูกค้าประจำ” ได้มากกว่า เพราะเกิดความสัมพันธ์โดยตรงกับแบรนด์ ทำไมหลายโรงแรมถึงทำ Direct Booking ไม่สำเร็จ? หลายคนเข้าใจผิดว่าแค่ “มีเว็บไซต์” ก็จะได้ยอดจองตรง แต่ความจริงแล้ว Direct Booking System คือระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ต้องทำงานร่วมกัน ประกอบด้วย: Strategy: กลยุทธ์การตั้งราคาและการมอบสิทธิประโยชน์ที่ดึงดูด Performance Ads: การยิงโฆษณาที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในจังหวะที่กำลังตัดสินใจ Conversion Funnel: การออกแบบหน้าเว็บให้ใช้งานง่าย จองได้ภายในไม่กี่คลิก Data Utilization: การนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อเพิ่มยอดจองซ้ำ (Repeat Booking) สรุป: กำไรที่แท้จริง อยู่ที่ว่าคุณ “ถือครองลูกค้า” ได้มากแค่ไหน โรงแรมที่เติบโตอย่างยั่งยืนในปัจจุบัน ไม่ใช่โรงแรมที่มียอดจองสูงสุด แต่คือโรงแรมที่สามารถควบคุมความสัมพันธ์กับลูกค้าได้เอง การเปลี่ยนผ่านจาก OTA มาสู่ Direct Booking จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ “กำไร” กลับมาอยู่ในมือผู้ประกอบการอย่างแท้จริง สร้างระบบ Direct Booking ที่วัดผลได้จริงกับ Crosswalk Agency หากคุณเป็นเจ้าของโรงแรมหรือรีสอร์ตที่ต้องการเพิ่มศักยภาพการทำกำไร Crosswalk Agency เชี่ยวชาญด้านการวางระบบ Direct Booking แบบครบวงจร: วางกลยุทธ์ Marketing Funnel เพื่อเปลี่ยนผู้ชมเป็นผู้พัก ยิงโฆษณา Performance Ads เน้นผลลัพธ์ยอดจองจริง บริหารจัดการ Data เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตลาดระยะยาว พร้อมเปลี่ยนการตลาดให้เป็นผลกำไรที่จับต้องได้หรือยัง? ติดต่อเราวันนี้เพื่อยกระดับธุรกิจโรงแรมของคุณ 💡 คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับ SEO (หลังบ้าน): Focus Keyword: ใช้คำว่า “Direct Booking โรงแรม”,read more

3 Pro Tips! อัปเกรดโฆษณาอสังหาฯ ให้ยอดจองพุ่ง (ฉบับ SME) 🏡📈

ในตลาดอสังหาฯ ที่การแข่งขันสูงลิ่ว แค่ “รูปบ้านสวย” อาจไม่พอที่จะทำให้คนยอมควักเงินล้านอีกต่อไป นี่คือ 3 เทคนิคที่ Crosswalk Agency ใช้ในการปั้นโฆษณาให้โดดเด่นและปิดการขายได้จริงครับ 1. เลิกขาย “พื้นที่” แต่ให้ขาย “ไลฟ์สไตล์” (Selling the Lifestyle) ☕📖 ปัญหา: โฆษณาทั่วไปมักลงภาพบ้านเปล่าๆ หรือแปลนห้องที่ดูแข็งทื่อ ซึ่งคนดูจินตนาการไม่ออกว่าอยู่แล้วจะเป็นอย่างไร Pro-Tip: งานครีเอทีฟต้องใส่ “ชีวิต” ลงไปในภาพครับ แทนที่จะถ่ายแค่ห้องรับแขก ลองจัดองค์ประกอบให้เห็นภาพการใช้ชีวิต เช่น มุมจิบกาแฟยามเช้าที่มีแสงแดดส่อง หรือมุมทำงานที่ดูเงียบสงบ Result: ลูกค้าจะไม่ได้แค่ซื้อ “อิฐหินปูนทราย” แต่เขาซื้อ “ภาพอนาคตของตัวเอง” ในโครงการของคุณ 2. ใช้ “Psychological Framing” ในงานดีไซน์ 🧠🎨 ปัญหา: งานโฆษณาที่อัดข้อมูลทุกอย่างลงในรูปเดียว (ราคา, โปรโมชั่น, ทำเล, สเปค) จนดูรกและลดทอนความแพงของแบรนด์ Pro-Tip: ใช้หลักการ “Less is More” เน้นหนึ่งจุดเด่นที่สุด (One Message per Ad) เช่น ถ้าทำเลดี ให้ชูภาพความสะดวกในการเดินทาง ถ้าดีไซน์สวย ให้โชว์ Material ที่พรีเมียมที่สุดเพียงอย่างเดียว Result: ภาพที่สะอาดตาและมีจุดโฟกัสชัดเจน จะช่วยสร้าง Perceived Value (การรับรู้มูลค่า) ทำให้แบรนด์ของคุณดูพรีเมียมกว่าคู่แข่งในระดับราคาเดียวกัน 3. เจาะกลุ่มด้วย “Hyper-Local Targeting” 📍🎯 ปัญหา: ยิงแอดกว้างเกินไปจนได้ Lead ที่อยู่ไกลและไม่มีกำลังซื้อจริง ทำให้ทีมเซลล์เสียเวลาตามงาน Pro-Tip: นอกจากการปักหมุดรัศมีรอบโครงการแล้ว Ad Copy ต้องมีความเป็น Local ครับ เช่น การพาดหัวที่ระบุสถานที่ใกล้เคียง หรือจุดเด่นของย่านนั้นๆ ที่คนในพื้นที่เท่านั้นที่รู้ Result: คุณจะได้กลุ่มลูกค้าที่ “มีโอกาสซื้อสูงที่สุด (High Intent)” ลดค่าแอดที่เสียเปล่าไปได้อย่างมหาศาล 💡 บทสรุปจาก Crosswalk Agency ความสวยคือ “ใบเบิกทาง” แต่กลยุทธ์ที่แม่นยำคือ “ตัวปิดการขาย” หากคุณเป็นเจ้าของโครงการ SME ที่ต้องการเปลี่ยนงานโฆษณาให้เป็นยอดจองที่จับต้องได้… ให้เราเป็น “ทางข้าม” พาธุรกิจของคุณไปสู่เป้าหมายครับ 📩 อยากยกระดับโฆษณาอสังหาฯ ของคุณ? ทักแชทเพื่อปรึกษาแผนกลยุทธ์ครีเอทีฟกับ Crosswalk Agency ได้ตั้งแต่วันนี้! #CrosswalkAgency #RealEstateMarketing #CreativeAds #SMEThailand #อสังหาริมทรัพย์  

Marketing ชวนเม้าท์! กลยุทธ์ปั้นแบรนด์ให้โดนเด่นเหนือคู่แข่ง ด้วย Character Marketing

Marketing ชวนเม้าท์! กลยุทธ์ปั้นแบรนด์ให้โดนเด่นเหนือคู่แข่ง ด้วย Character Marketing ไม่มีใครไม่รู้จักน้องหมีเนย!! ดาราสาวสุด HOT ครองใจหนุ่ม ๆ สาว ๆ ทั่ววงการในตอนนี้ คาเร็กเตอร์สุดน่ารักจากแบรนด์ BUTTERBEAR ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก เป็นเคสตัวอย่างสำหรับแบรนด์อื่น ๆ ที่อยากสร้างแบรนด์ให้โดดเด่นเหนือคู่แข่ง ซึ่งในยุคสมัยนี้ต้องใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างและสร้างสรรค์ หนึ่งในเทคนิคที่ได้รับความนิยมและผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ “Character Marketing” หรือการตลาดที่ใช้ตัวละครเป็นตัวแทนแบรนด์ เทคนิคนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้แบรนด์ของเราน่าจดจำ แต่ยังช่วยสร้างความผูกพันกับลูกค้าได้อย่างลึกซึ้ง มาเม้าท์กันว่า Character Marketing คืออะไร? แบรนด์สามารถใช้เพื่อปั้นแบรนด์ให้เหนือคู่แข่งได้อย่างไร! Character Marketing คืออะไร? การสร้างตัวละครสำหรับแบรนด์เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจกับจุดยืนและค่านิยมของแบรนด์ ตัวละครที่สร้างขึ้นควรสะท้อนถึงคุณสมบัติเหล่านั้น เพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกเชื่อมโยงและมีส่วนร่วมกับแบรนด์ได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น ตัวละครอาจเป็นผู้นำที่มีไหวพริบ นักผจญภัยที่ชอบความท้าทาย หรือแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญที่เชื่อถือได้ เป็นต้น ซึ่งตัวละครเหล่านี้สามารถเป็นสัตว์ คน หรือแม้กระทั่งวัตถุไม่มีชีวิตที่มีคุณสมบัติพิเศษ  ตัวละครเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อสื่อสารค่านิยม สินค้าหรือบริการของแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือตัวละครเหล่านี้ควรสามารถสื่อสารได้ทั้งในสภาพแวดล้อมออนไลน์และออฟไลน์ ทริคการสร้างตัวละครสำหรับแบรนด์ กำหนดเอกลักษณ์แบรนด์: ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจว่าแบรนด์ของเราต้องการสื่อสารอะไร มีค่านิยมอย่างไร เพื่อที่จะสามารถสร้างตัวละครที่สอดคล้องกับแบรนด์ได้อย่างเหมาะสม ออกแบบตัวละคร: ตัวละครควรมีลักษณะที่น่าจดจำและสามารถสื่อถึงแบรนด์ได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นผ่านท่าทาง สีสัน หรือลักษณะนิสัย ใช้ตัวละครในการสื่อสาร: ใช้ตัวละครในการทำการตลาดและสื่อสารกับลูกค้าผ่านทางโฆษณา โซเชียลมีเดีย หรือแม้กระทั่งกิจกรรมส่งเสริมการขาย การปรับใช้ตัวละครในกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ในโลกของการตลาดออนไลน์ ตัวละครสามารถใช้งานได้หลากหลาย เช่น การนำเสนอผ่านเนื้อหาวิดีโอ, โซเชียลมีเดีย, และแคมเปญโฆษณา การใช้ตัวละครในโซเชียลมีเดียช่วยให้เนื้อหามีความสดใหม่และน่าติดตาม และยังช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมจากผู้ติดตาม นอกจากนี้ยังสามารถใช้ตัวละครเหล่านี้ในการส่งข้อความส่งเสริมการขายและข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น Character Marketing ไม่เพียงแต่เป็นเทคนิคที่น่าสนใจและสนุกสนานในการทำการตลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพในการสร้างแบรนด์ที่มีความโดดเด่นและความผูกพันกับลูกค้า ทำให้เอเจนซี่การตลาดและธุรกิจต่างๆ สามารถเข้าถึงและรักษาฐานลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นในตลาดที่มีการแข่งขันสูง หากต้องการทำการตลาดออนไลน์ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีควรมีผู้ช่วยที่ดีคอยให้คำปรึกษา และอัพเดตเทรนด์การตลาดอยู่ตลอดเวลา Crosswalk Agency ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์มากกว่า 10 ปี พร้อมช่วยสร้าง Branding วางแพลน Marketing และมีทีม Production คุณภาพให้บริการ ไม่ว่าจะแบรนด์เล็กหรือแบรนด์ใหญ่ก็ทำการตลาดให้ปังได้!! สอบถามแพ็คเกจพร้อมรับราคาพิเศษคลิกเลย ที่นี้

อยากทำ SEO จำเป็นต้องมีเว็บไซต์ไหม
Marketing ชวนเม้าท์! อยากทำ SEO ต้องเริ่มจากการมีเว็บไซต์จริงไหม

การทำ SEO (Search Engine Optimization) หรือการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับในเครื่องมือค้นหา เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับธุรกิจออนไลน์ในยุคดิจิทัล แต่หลายคนอาจสงสัยว่า “การทำ SEO จำเป็นต้องมีเว็บไซต์ของตัวเองจริงๆ ไหม?” บทความนี้จะพาไปค้นหาคำตอบว่าการมีเว็บไซต์นั้นจำเป็นต่อการทำ SEO อย่างไรและทำไมถึงสำคัญต่อธุรกิจของเรา   Search Engine Optimization คืออะไร? ก่อนจะเข้าใจถึงความสำคัญของเว็บไซต์กับการทำ Search Engine Optimization มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า Search Engine Optimization คือการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับในเครื่องมือค้นหา เช่น Google หรือ Bing โดยเน้นที่การเพิ่มความเห็นได้ภายใต้คำค้นที่เกี่ยวข้องกับบริการหรือสินค้าที่เรานำเสนอ ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์และโอกาสในการแปลงผู้เข้าชมเป็นลูกค้า   เว็บไซต์สำคัญอย่างไร? การมีเว็บไซต์เป็นฐานข้อมูลของแบรนด์ในโลกออนไลน์ที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลของเราได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้เว็บไซต์ยังเป็นแพลตฟอร์มที่ให้เราควบคุมเนื้อหาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการทำ SEO เพราะเนื้อหาที่มีคุณภาพสามารถช่วยให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับได้ดีขึ้น และนอกเหนือจากนั้นการมีเว็บไซต์ที่ดีเรายังสามารถนำไปทำ SEM ได้อีกด้วย ดูความแตกต่างได้ที่บทความนี้เลย แฝดคนละฝา SEO+SEM ต่างกันอย่างไร ทำไมการมีเว็บไซต์ถึงสำคัญในการทำ SEO ในยุคนี้? ปรับปรุงอัลกอริทึมของเครื่องมือค้นหา: เว็บไซต์ที่มีการออกแบบและเนื้อหาที่ดีสามารถช่วยให้ Google รักเว็บไซต์ของเรามากขึ้น สร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้า: เว็บไซต์ที่มีการจัดการข้อมูลที่ดีและน่าเชื่อถือสามารถสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น ให้ข้อมูลที่สมบูรณ์และละเอียดยิ่งขึ้น: ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลของสินค้าหรือบริการได้อย่างครบถ้วนและเข้าใจง่าย เทคนิคการทำ SEO โดยไม่มีเว็บไซต์ ถึงแม้การมีเว็บไซต์จะมีประโยชน์มากสำหรับการทำ SEO แต่ก็มีบางเคสที่ไม่จำเป็นต้องมีเว็บไซต์: โซเชียลมีเดีย: สร้างโปรไฟล์ในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและใช้เทคนิค SEO เช่น การใช้คำหลักที่เกี่ยวข้องในโพสต์ Google My Business: สำหรับธุรกิจท้องถิ่น การใช้ Google My Business เป็นวิธีที่ดีในการเพิ่มการมองเห็นใน Google Maps และการค้นหาท้องถิ่น แพลตฟอร์มอื่นๆ: เช่น YouTube หรือ Pinterest ที่การค้นหาในแพลตฟอร์มเหล่านี้ยังขึ้นอยู่กับคำค้นที่เกี่ยวข้อง   การมีเว็บไซต์ในยุคดิจิทัลนี้เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการทำ SEO แม้ว่าจะสามารถใช้ช่องทางอื่นๆ ในการทำการตลาดออนไลน์ได้ก็ตาม แต่เว็บไซต์ยังคงเป็นฐานข้อมูลหลักที่ทรงพลังสำหรับการสร้างแบรนด์และการขายสินค้าหรือบริการออนไลน์ การลงทุนในเว็บไซต์ที่ดีและการปรับใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมสามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการแปลงผู้เยี่ยมชมเป็นลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ  หากต้องการทำการตลาดออนไลน์ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี การมีเว็บไซต์จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ปรึกษา Crosswalk Agency ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์มากกว่า 10 ปี พร้อมช่วยสร้าง Branding วางแพลน Marketing และมีทีม Production คุณภาพให้บริการ ไม่ว่าจะแบรนด์เล็กหรือแบรนด์ใหญ่ก็ทำการตลาดให้ปังได้!! สอบถามแพ็คเกจพร้อมรับราคาพิเศษคลิกเลย ที่นี้

ทำไมคลินิกเสริมความงามต้องทำ “ Branding ”

? ทำไมคลินิกเสริมความงามต้องทำ “ Branding ” เรามีคำตอบ เเต่ละข้อจะมีอะไรบ้าง ถ้าพร้อมเเล้วไปดูกันเลย . . . ➣ สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ คลินิกเสริมความงามในปัจจุบันส่วนใหญ่ทำการตลาดกันมากขึ้น เเละสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงมากที่สุด ในการเปิดคลินิกในยุคนี้ก็คือ ” #การสร้างความมั่นใจ ” ความมั่นใจในที่นี้ก็คือ มั่นใจ . . . ในเรื่องความปลอดภัย, การให้บริการ, บริการหลังการขาย ฯลฯ จุดเด่นที่จะทำให้คลินิกเสริมความงามเป็นที่จดจำก็คือ บริการต่าง ๆ ที่ผู้ให้บริการ ” ควรใส่ใจ ” มากกว่าแค่การขายคอร์ส ขายบริการแล้วจบไป ต้องคิดถึงลูกค้า/ผู้ใช้บริการก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ ───── »◦✿◦« ───── ➣ ช่วยเรื่องการตัดสินใจในการเข้าใช้บริการ หรือการซื้อแพ็กเกจต่าง ๆ ของคลินิก การมี Branding ที่แข็งแรงนั่นสามารถช่วยให้ลูกค้า/ผู้ใช้บริการ ตัดสินใจได้ง่ายมากขึ้น การทำโปรโมชั่นที่ดึงดูด การพรีเซ็นต์คลินิกที่น่าสนใจ สิ่งนี้จะช่วยให้คลินิก ” ดู #มีความน่าเชื่อถือ ” และสามารถ #ปิดยอดขาย ได้ง่ายๆ เฉพาะฉะนั้น หันมาให้ความสนใจการ ” Branding ” ให้เยอะ ๆ เพราะสิ่งนี้แหละ ที่จะช่วยให้ธุรกิจคลินิกเสริมความของคุณ ” เหนือกว่าคู่แข่ง ” ───── »◦✿◦« ───── ➣ #สร้างความสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างตัว คุณหมอ, เจ้าหน้าที่ในคลินิกความงาม กับ ผู้เข้ารับบริการหรือลูกค้า การมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า/ผู้ใช้บริการนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทุกธุรกิจ ” ควรมี ” การใส่ใจ การถามไถ่ถึงการบริการ และ ให้บริการหลังการขาย เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะสร้าง ” ความมั่นใจ ” และ ” ความน่าเชื่อถือ ” ให้กับลูกค้า/ผู้ใช้บริการได้ ยิ่งใส่ใจ ยิ่งให้บริการที่ดี ยิ่งได้รับ Feedback ที่ดีกลับมา ควรใส่ใจลูกค้า/ผู้ให้บริการ อยู่เสมอ ควรรับฟัง ยอมรับข้อติเตียน และนำทั้งหมดกลับมาแก้ไขและพัฒนาอยู่เสมอ ───── »◦✿◦« ───── ➣ #เป็นที่รู้จัก ของบุคคลทั่วไปที่ไม่เคยใช้บริการ ให้เข้ามาใช้บริการ ความวิเศษของการทำ Branding นั้น สามารถ #ดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ให้เข้ามาใช้บริการได้นะ ไม่ว่าจะเป็นการทำคอนเทนต์ลงบนแพลตฟอร์มอย่าง Facebook, IG, Tiktok ฯลฯ นี้ก็สามารถสร้างกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ได้ โดยที่คุณแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเยอะแยะเลย เพียงแค่ ทำ – โพสต์ – แชร์ แค่นี้เอง ง่าย ๆ แค่ปลายนิ้ว ยิ่งทำคอนเทนต์ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในช่วงเวลานั้น หากนำมาปรับให้เข้ากับรูปแบบของธุรกิจคุณได้ ยังไงก็ปัง ───── »◦✿◦« ───── ➣ ทำให้ลูกค้าเก่า #มั่นใจ และ #กลับมาใช้บริการ อีกครั้ง การมี “บริการหลังการขายที่ดี” ก็สามารถช่วยให้ลูกค้าเก่ากลับมาใช้บริการอีกครั้งได้นะ นอกจากเรื่องการบริการแล้ว ” ความใส่ใจ ” และ ” รู้จักลูกค้า ” ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทั้งลูกค้าเก่า – ใหม่ ได้เล่นกัน เพราะการให้บริการไม่ใช่เพียงแค่ให้แล้วจบไปเท่านั้น ต้องใส่ใจให้มาก ๆ เพราะลูกค้านี่แหละคือ ( Key Man ) สำคัญที่จะทำให้ธุรกิจของคุณเติบโต และ อยู่ต่อไปได้ ───── »◦✿◦« ───── ➣ ทำให้คลินิกเป็นที่ ” โดดเด่น ” และ ” น่าจดจำ ” การที่จะทำให้ธุรกิจ ” โดดเด่น ” และ ” เหนือกว่าคู่แข่ง ”read more

อยากทำธุรกิจให้ปัง! อย่ามองข้าม UGC (User-Generated Content) 

อยากทำธุรกิจให้ปัง!  อย่ามองข้าม UGC (User-Generated Content)            User-Generated Content (UGC) คือ การสร้างเนื้อหาหรือ Content โดยผู้ใช้ หรือผู้ติดตาม เเล้วนำมาคอนเทนต์เหล่านั้นมาเผยเเพร่ไว้บนพื้นที่ของแบรนด์ โดยเนื้อหาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับแบรนด์ เเละสินค้าของเเบรนด์โดยตรง ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบที่ใช้เป็น ภาพถ่าย, คลิปวิดีโอ รวมไปถึงการเขียนบล็อกที่พูดถึงแบรนด์ ก็ถือว่าเป็น UGC เช่นกันค่ะ     User-Generated Content (UGC) สามารถเเบ่งออกเป็น 5 ส่วน คือ . . . 1. เนื้อหาบนโซเชียลมีเดีย (Social Media Content) ส่วนใหญ่จะเป็นการที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายแชร์โพสต์มาอีกต่อหนึ่ง หรือสร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับแบรนด์ขึ้นมาเองก็ได้ ซึ่งอาจจะโพสต์ภาพ วิดีโอ หรือข้อความก็ได้ 2. รีวิวจากกลุ่มผู้ใช้งานจริง (Reviews and Testimonials) รีวิวจากลูกค้า หรือคำแนะนำจากกลุ่มผู้ใช้งานจริงที่พึงพอใจในการใช้สินค้า เพื่อเเสดงถึงการยืนยันถึงประสิทธิภาพ ซึ่งอาจจะเป็นการเขียนรีวิวบนเฟสบุ๊ค หรือเขียนรีวิวเกี่ยวกับแบรนด์ในเว็บไซต์อื่นๆ เช่น รีวิวบน Google, Pantip, Wongnai เเละ Twitter เป็นต้น 3. บล็อกโพสต์ (Blog Posts) ในส่วนของ Blog Post ที่มีลูกค้าเข้าไปเขียนรีวิวที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของคุณ ก็ถือว่าเป็น UGC เช่นกันค่ะ แต่อย่าลืมว่าจะต้องไม่ใช้เนื้อหาที่ถูกจ้างให้ทำขึ้นมานะคะ 4. วิดีโอ (Video Content) ไม่ว่าจะเป็น Ig story , วิดีโอบนเฟสบุ๊ค, หรือ การ Live สด ที่มักจะเป็นเป็นเนื้อหาที่ลูกค้าเต็มใจหรือสนใจถ่ายทำขึ้นมาเองเพื่อพูดเกี่ยวกับเเบรนด์นั้น ๆ 5. ฟอรัม (Forums) ยกตัวอย่างที่เห็นภาพได้อย่าชัดเจน เช่น การที่ลูกค้าไปตั้งคำถามในกระทู้พันทิป ซึ่งอาจมาสอบถามเกี่ยวกับร้าน หรือเเบรนด์ในฟอรั่มต่าง ๆ ซึ่งมักจะเป็นการถาม-ตอบ และคอมเมนต์พูดคุยกันระหว่างผู้ใช้งานด้วยกันเอง 6. กรณีศึกษา (Case Studies) คือการบอกเล่าเรื่องราว หรือประสบการณ์ของลูกค้าที่มีต่อเเบรนด์ว่าใช้งานเป็นอย่างไร ตอบโจทย์ผู้ใช้เเบบไหน ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวสามารถช่วยเสริมจุดเด่นให้เเบรนด์ เเละช่วยดึงดูดว่าที่ลูกค้าใหม่ให้มีความกล้าที่จะเลือกเเบรนด์ของเราได้นั่นเองค่ะ   ข้อดีของการใช้ User-Generated Content ยกระดับความน่าเชื่อถือ (Authenticity) เพราะการที่ผู้บริโภคเป็นคนสร้างคอนเทนต์ต่าง ๆ ขึ้นมาเองนั้น ทำให้ผู้บริโภคอื่น ๆ ไว้ใจ เพราะรู้สึกว่าการรีวิวหรือคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่มาจากผู้ใช้จริงนั้นมีความจริงใจมากกว่าการที่แบรนด์ทำโฆษณาเพื่อโปรโมตสินค้า นั่นจึงทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกเชื่อถือ และเชื่อมั่นในแบรนด์มากขึ้น เพิ่มโอกาสในการขายสินค้า (Increase income and sales) จากรายงานของ Nielson Global พบว่าผู้บริโภค 42% เชื่อคำรีวิวและคำแนะนำของ UGC มากกว่าจากแบรนด์ และทำให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นหาก UGC เป็นไปในแนวทางที่ดี การมีส่วนร่วม (Engagement) การที่ผู้บริโภคได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์จะช่วยให้เเบรนด์เป็นที่น่าประทับใจ เเละเป็นที่น่าจดจำ (Memorable) เเก่ลูกค้า ซึ่งอาจทำให้ลู้ค้ารู้สึกประทับใจ เเละนำไปบอกต่อ ๆ กัน ช่วยให้เเบรนด์ได้ฐานลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น ช่วยให้ผู้คนเข้าใจแบรนด์มากยิ่งขึ้น (Brand awareness) โดยปกติเเบรนด์จะมีจุดเด่นของตัวเองอยู่เเล้ว ดังนั้นการที่เเบรนด์ถูกนำไปพูดถึงโดยกลุ่มลูกค้า ก็จะสามารถช่วยตอกย้ำความเป็นเเบรนด์เเละ เป็นตัวช่วยช่วยยืนยันว่าเเบรนด์มีจุดเด่นเเบบนั้นจริงๆ           เมื่อได้ทำความรู้จักกับ UGC (User-Generated Content) มาประมาณหนึ่งเเล้ว หลายๆ คน คงอยากเริ่มลองนำไปใช้กันเเล้วใช่ไหมล่ะค่ะ เเต่เเล้วจะเริ่มต้นยังไงดี? วันนี้ Crosswalk Agency เรามีคำตอบมาให้ทุกคนกันเเล้วค่ะ สร้างแฮชแท็ก (Hashtag) ประจำแบรนด์ของคุณ อาจเป็นคำสั้นๆ ง่ายต่อการจดจำ เช่น #ชื่อเเบรนด์ หรือ #ชื้อสินค้าที่เเบรนด์ของคุณตั้งขึ้น เป็นต้น เสิร์ชหา UGC จากแพลตฟอร์มต่าง ๆ บนโลกออนไลน์ เช่นread more

ยกระดับการตลาด เพิ่มโอกาสการขาย ด้วยกลยุทธ์ Contextual Marketing

ยกระดับการตลาด เพิ่มโอกาสการขาย ด้วยกลยุทธ์ Contextual Marketing           หนึ่งในเเนวคิดทางการตลาด ที่กำลังถูดพูดถึงมากที่สุดใน Marketing 5.0 นั่นก็คือ Contextual Marketing ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของการตลาดแบบ Inbound Marketing หรือ ตลาดแบบดึงดูด ด้วยการวิเคราะห์ และนำเสนอคอนเทนต์ ที่เป็นที่ต้องการของลูกค้า การตลาดในรูปเเบบนี้ จึงถือเป็นเเนวคิดที่น่าสนใจสำหรับนักการตลาดเป็นอย่างมาก เพราะสามารถช่วยดึงดูดลูกค้าได้ดี วันนี้ Crosswalk Agency เราเลยอยากจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ Contextual Marketing กันค่ะ           Contextual Marketing คือ การศึกษาข้อมูล หรือบริบทรอบตัวของผู้คน เเล้วนำมาวางแผนสร้างสรรค์แคมเปญทางการตลาด โดยการนำเสนอคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับคนๆ นั้นในรูปแบบต่างๆ และสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย หรือลูกค้า เพื่อทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกว่า เราเข้าอกเข้าใจถึงความต้องการของพวกเค้า ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ สามารถส่งผลให้กลุ่มเป้าหมายตัดสินใจซื้อสินค้าของเราในที่สุด เเต่ทั้งนี้เราก็ควรเคารพความเป็นส่วนตัว (Privacy) ของลูกค้าด้วย เพราะการทำ Contextual Marketing จำเป็นต้องใช้ข้อมูลบริบทของลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลการค้นหาข้อมูลบนเว็บไซต์, ระยะเวลาในการดูสินค้า, การกรอกข้อมูลที่อยู่ เบอร์โทร บนเว็บไซต์ที่กลุ่มเป้าหมายสนใจ เป็นต้น ประโยชน์ของ Contextual Marketing ใช้ต้นทุนถูกกว่าการทำการตลาดในรูปแบบอื่นๆ ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดี เเละความพึงพอใจให้กับลูกค้า สามารถกำหนดเป้าหมาย เเละช่วงเวลาในการทำแคมเปญทางการตลาดได้อย่างชัดเจน ไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับข้อมูลข่าวสารมากจนเกินไป เพราะวิเคราะห์เป็นอย่างดีแล้วว่า อะไรที่ตอบโจทย์กับลูกค้าที่สุด เป็นตัวช่วยดึงสินค้าให้กลับมาอยู่ในความสนใจของลูกค้าผ่านแคมเปญใหม่ๆ ได้เสมอ            สรุปง่ายๆ Contextual Marketing เป็นการหยิบ “บริบทรอบตัวลูกค้า” เเบบ Real Time เพื่อนำเสนอสิ่งที่ใช่สำหรับลูกค้ามากที่สุด โดยผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลว่าลูกค้าใช้เครื่องมืออะไร? เเละกำลังสนใจอะไรอยู่? เเล้วก็ใช้ข้อมูลเหล่านั้นสื่อสารกับลูกค้า เพื่อตอบสนองความต้องการ เเละเเสดงถึงความเข้าอกเข้าใจ เท่านี้ก็ช่วยเพิ่มโอกาสในการติดสินใจซื้อของลูกค้าเเล้วค่ะ           อย่าลืมนำข้อมูลดีๆ ไปปรับใช้กับธุรกิจกันนะคะ หากคุณต้องการที่ปรึกษา และวางแผนการตลาดออนไลน์ ให้โดดเด่นเป็นที่รู้จัก “Crosswalk Agency” เราพร้อมเป็นผู้ร่วมวางแผนธุรกิจ เเละผลักดันธุรกิจของคุณ ให้ทำการตลาดออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยทีมงานการตลาด ที่มีประสบการณ์ จากแบรนด์ระดับประเทศมากมาย อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ >> Crosswalk Agency ” สนใจปรึกษาและวางแผนการตลาดออนไลน์ ” สามารถติดต่อปรึกษาได้ที่บริษัท ทางม้าลายเอเจนซี่ จำกัด เเหล่งข้อมูลอ้างอิง: Popticles EverydayMarketing

กลยุทธ์การตลาดเเบบเเฝง (Ambush Marketing)

Ambush Marketing กลยุทธ์การตลาดเเบบเเฝง           นักการตลาดยิ่งรู้กลยุทธ์ในการทำการตลาดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถนำไปปรับใช้กับการทำ การตลาดได้ดียิ่งมากขึ้น ดังนั้นการศึกษาหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำกลยุทธ์ทางการตลาด จึงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะจะได้สามารถนำกลยุทธ์เหล่านั้นมาปรับใช้กับธุรกิจได้ วันนี้ Crosswalk Agency เลยอยากจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับกลยุทธ์การตลาดเเบบเเฝง (Ambush Marketing) เเอบขายเเบบเนียนๆ ก็เซียนได้! ว่าเเต่กลยุทธ์นี้คืออะไร? เเละมีข้อดีอย่างไร? เราไปศึกษาพร้อม ๆ กันเลยดีกว่าค่ะ Ambush marketing คืออะไร ? Ambush marketing หรือ การตลาดแบบแฝง คือ รูปแบบของกิจกรรมการตลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อแบรนด์หนึ่งได้เป็นสปอนเซอร์หลักของงานกีฬาใดกีฬาหนึ่ง อย่างเป็นทางการแล้วมีแบรนด์ของคู่แข่งก็จะต้องพยายามทำตัวเอง มีความเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับกีฬาดังกล่าวด้วย ทั้งๆ ที่ไม่ได้จ่ายค่าเป็นสปอนเซอร์แต่อย่างใด การทำ Ambush Marketing หรือ การตลาดแบบแฝงนั้น คุณไม่จำเป็นต้องเข้าเป็น สปอนเซอร์หลัก และเสียเงินจำนวนมาก เพียงคุณเข้าสนับสนุนกิจกรรมใด กิจกรรมหนึ่ง และมีโลโก้แฝงอยู่ในทุกๆ กิจกรรมที่สนับสนุน เท่านี้ก็เหมือนเป็นการพรีเซนต์เเบรนด์ของคุณเเบบอ้อมๆ เเล้วนะคะ ยกตัวอย่างการใช้กลยุทธ์ Ambush Marketing           ในกีฬาโอลิมปิค Fuji Film อาจให้การสนับสนุนหลัก แต่เครื่องดื่มเกลือแร่ชนิดหนึ่ง ให้การสนับสนุน กีฬาบาสเก็ตบอล ทีมชาติสหรัฐอเมริกา โดยมีโลโก้ติดตามข้างสนาม หรือแม้กระทั่งเสื้อผ้าของนักกีฬา ทำให้ ผู้ชมรอบสนาม เกิดการรับรู้ในแบรนด์ เสพแบรนด์ต่าง ๆ โดยไม่รู้ตัว หรือแม้กระทั่งหากผู้ชมรอบสนามกระหายน้ำ และเกิดสังเกตุเห็น แบรนด์เครื่องดื่มเกลือแร่ รอบสนาม ผู้ชมรอบสนามอาจจะอยากดื่มเครื่องดื่มแบรนด์นี้ได้ ซึ่งน่าตกใจคือ กว่า 85% รอบสนามมีโอกาสจะดื่มเครื่องดื่มดังกล่าว! ข้อดีของการใช้กลยุทธ์ Ambush Marketing           ข้อดีของการใช้กลยุทธ์นี้ก็คือ ใช้ค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า เพราะคุณจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเพื่อไปเป็นสปอนเซอร์ของ Event ต่างๆ แต่เราเพียงใช้งบประมาณที่น้อยกว่าในการเป็นส่วนหนึ่งของ Event นั้นๆ ช่วยให้เราสามารถเข้าไปอยู่ในกระแสที่คนกำลังสนใจต่อกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งถือป็นโอกาสที่แบรนด์ ของคุณสามารถสร้างการรับรู้ไปพร้อมๆ กับแบรนด์ใหญ่ๆ ได้           เมื่ออ่านบทความจบเเล้ว ก็อย่าลืมนำข้อมูลดีๆ เหล่านี้ไปปรับใช้กับธุรกิจได้นะคะ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดของการทำการตลาด ก็คือการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เเละน่าสนใจ เพื่อช่วยดึงดูดใจทั้งลูกเก่า เเละลูกค้าใหม่ให้เกิดความสนใจเเบรนด์นะคะ           หากคุณต้องการที่ปรึกษาและวางแผนการตลาดออนไลน์ ให้โดดเด่นเป็นที่รู้จัก “Crosswalk Agency” เราพร้อมเป็นผู้ร่วมวางแผนธุรกิจ เเละผลักดันธุรกิจของคุณ ให้ทำการตลาดออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยทีมงานการตลาดที่มีประสบการณ์จากแบรนด์ระดับประเทศมากมาย อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ >> Crosswalk Agency ” สนใจปรึกษาและวางแผนการตลาดออนไลน์ ” สามารถติดต่อปรึกษาได้ที่บริษัท ทางม้าลายเอเจนซี่ จำกัด เเหล่งข้อมูลอ้างอิง: www.adaddictth.com www.wordstream.com  

การตลาดออนไลน์สำหรับร้านอาหาร

การตลาดออนไลน์สำหรับร้านอาหาร            ในปัจจุบันสถานการณ์โควิด ทำให้ธุรกิจร้านอาหารได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่หันมาเลือกซื้อสินค้าเเละบริการผ่านช่องทางออนไลน์มากกว่าออฟไลน์ เพราะมีความสะดวกเเละรวดเร็วกว่า ดังนั้นการขายเเบบออฟไลน์เพียงอย่างเดียวก็คงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป ธุรกิจร้านอาหารหลาย ๆ เจ้าจึงเริ่มปรับตัวเข้ามาทำการตลาดออนไลน์กันมากขึ้น เพื่อพร้อมรับกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เเต่เเล้วเหล่าร้านอาหารจะเริ่มทำการตลาดยังไงดี? วันนี้ Crosswalk Agency เรามีเทคนิคการตลาดออนไลน์สำหรับร้านค้ามาฝากทุกคนกัน ว่าเเต่จะมีอะไรบ้าง? ไปดูกันเลยค่ะ 1. เปิดหน้าร้านออนไลน์           สร้างโปรไฟล์ของร้านอาหารของคุณ  ผ่าน Social Media ต่างๆ เช่น Facebook Page, Instagram ที่ช่วยโปรโมทร้านของคุณผ่าน Content และสร้าง Google My Business ที่แสดงหมุดแผนที่ เมื่อมีคนค้นหาร้านของคุณ 2. เมื่อมีหน้าร้านออนไลน์ แล้วอย่าลืมสร้าง Content Marketing ด้วยนะ !           การโปรโมทร้านอาหารอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ หลักในการนำเสนอเมนูที่น่ารับประทานหรือร้านอาหารของคุณ จะเน้นการใช้สื่อรูปภาพ หรือวีดีโอเป็นสำคัญ โดยวีดีโอสามารถเพิ่มอัตราการแชร์มากกว่ารูปภาพถึง 100% ช่วยดึงดูดผู้ชมเป็นอย่างดี และกระตุ้นการซื้อได้ง่าย การนำเสนอคอนเทนต์ทำได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Review เมนูใหม่ ทำโปรโมชั่น Behind the Scenes การทำเมนูนั้นๆ บรรยากาศของร้าน 3. การดูแลเพจ และ ตอบคอมเมนต์ผู้ที่สนใจ การให้ข้อมูลกับผู้ที่สนใจอย่างรวดเร็ว ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ทันที การจัดการกับคอมเมนต์เชิงลบกับแบรนด์ เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างรวดเร็ว แบรนด์ควรออกมาสื่อสารกับผู้บริโภคเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงลบที่เกิดขึ้น 4. การโฆษณาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยโปรโมทร้านอาหารได้เป็นอย่างดี           โฆษณาผ่าน Facebook Page ที่เป็นแพลตฟอร์มยอดฮิตของคนทุกเพศทุกวัย หรือ Instagram แอพสุดชิคสำหรับวัยรุ่นที่เน้นโปรโมทรูปภาพและวีดีโอเป็นหลัก สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้อย่างละเอียดเจาะจง และกำหนดพื้นที่ของกลุ่มเป้าหมายที่อยู่กับใกล้ร้านอาหารของคุณได้ผ่านการนำเสนอแบบรูปภาพหรือวิดีโอ และข้อความ สร้างการรับรู้และการจดจำ รวมไปถึงการวัดผลที่มอนิเตอร์ได้ง่าย สำหรับร้านที่มีการขายผ่าน Delivery App สามารถสร้างโฆษณา และทำให้ลูกค้าที่เห็น ไปซื้อผ่าน Delivery App ได้อีกด้วย! 5. ใช้ข้อมูลจากลูกค้าให้เป็นประโยชน์           การใช้เครื่องมือทางออนไลน์สามารถเก็บข้อมูลลูกค้าได้เป็นอย่างดี และสามารถนำข้อมูลนั้นไปพัฒนาทางการตลาดได้ ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชั่นเมนูที่ลูกค้าให้ความสนใจมากที่สุด ลูกค้าต้องการการพัฒนาหรืออยากให้มีเมนูใหม่ๆ แบบไหน ทางเราสามารถจัดการและกำหนดทิศทางของธุรกิจในด้านการตลาดต่อไปได้ รวมถึงด้านผลิตภัณฑ์หรือการบริการอื่นๆ เป็นต้น อย่าลืมนำเทคนิค “การตลาดออนไลน์สำหรับร้านอาหาร” จาก Crosswalk Agency ไปลองปรับใช้กับธุรกิจของคุณนะคะ           สนใจวางเเผนธุรกิจของคุณให้โดดเด่น เป็นที่รู้จัก ให้ Crosswalk Agency เป็นผู้ร่วมวางแผนเเละผลักดันธุรกิจของคุณ ให้สามารถทำการตลาดออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยทีมการตลาดคุณภาพที่มีประสบการณ์จากแบรนด์ระดับประเทศมากมาย อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ >> Crosswalk Agency ” สนใจปรึกษาและวางแผนการตลาดออนไลน์ ” สามารถติดต่อปรึกษาได้ที่บริษัท ทางม้าลายเอเจนซี่ จำกัด